วันจันทร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2557

10 อันดับ ที่สุดแห่งความเกรียนของ มาริโอ บาโลเตลลี่

สวัสดีครับ วันนี้ขอเสนอ "10 อันดับ ที่สุดแห่งความเกรียนของ มาริโอ บาโลเตลลี่"

 

10. เอาเสาธงมาทำเป็นปิ๊กกะจู้


        มาเริ่มต้นกันเลย “เกรียนโอ้” หัวหอกเกรียน แตกจากทีม “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ซิตี้ โชว์ความเกรียนบวกความทะเล้น เอาเสาธงที่ปักไว้มุมธงสนามมาวางกลางเป้า พร้อมปล่อยฮาออกมาระหว่างการซ้อม โดยเป็นเหตุการณ์ที่ทีมชาติอิตาลี ที่มีคิวลงดวลศึกยูโร 2012 รอบ 8 ทีมสุดท้าย กับทีมชาติอังกฤษ ในระหว่างการฝึกซ้อม “เกรียนโอ้” มาริโอ บาโลเตลลี่ หัวหอกจอมอินดี้โชว์ความฮา แก้เซ็งให้กับเพื่อนร่วมทีม ด้วยการเอาเสาธงมาวางไว้ตรงระหว่างขาของตัวเองทำเป็นปิ๊กกะจู้ยักษ์ แทนที่ปิ๊กกะจู้ของเดิม ให้มันบิ๊กไซส์ใหญ่เบิ้ม เรียกเสียงฮาจากเพื่อนร่วมทีมแก้กลุ้ม แต่ก็ไม่วายถูกช่างภาพแชะรูปมาทำข่าวจนได้

9. สำลักน้ำเกลือแร่

        อันดับ 9 สำหรับบุรุษ อย่างมาริโอ บาโลเตลลี่ หัวหอกทีมชาติอิตาลี อาจหาสิ่งที่หนุ่มห้าวผู้นี้กลัวไม่เจอ แต่สำหรับเครื่องดื่มเพื่อนักกีฬาแล้ว อาจเป็นหนึ่งในสิ่งที่บาโลเตลลี่ ยี้ โดยภาพจากข้างสนามแสดงให้เห็นว่า บาโลเตลลี่ บ้วนน้ำ เกลือแร่สำหรับนักกีฬาทิ้งราวกับบ้วนน้ำ หลังแปรงฟันเสร็จ เกรียนโอ้นั้นยกมืออาสา ทำหน้าที่เป็นผู้สังหารจุดโทษคนแรก ในเกมกับอังกฤษ และสามารถเอาชนะ โจ     ฮาร์ท ผู้ รักษาประตูเพื่อนร่วมสโมสรได้แบบฉิวเฉียด รักษาสถิติแม่นโทษ ยิง 8 เข้า 8 ตั้งแต่ลงเล่นมา กลับไม่สามารถกินน้ำเกลือแร่สำหรับนัก กีฬาได้ โดยเหตุการณ์ระหว่างที่บาโลเตลลี่ นั่งคุยกับ อันโตนิโอ คาสซาโน คู่หูแดนหน้าของทีมชาติ บาโลเตลลี่ กำลังจะกลืนน้ำดื่มเกรือแร่ลงคออยู่แล้ว แต่กลับสำลักบ้วนน้ำออกมาเหมือนกับเด็กไม่ยอมกินนม ทำเอา คาสซาโน ที่นั่งข้างๆ ถึงกับงงปนฮาไปตามๆ กัน 555..

8. หวิดนอนคุกคดียกเค้าบ้านตัวเอง

 


        อะไรก็โอ้ มาที่อันดับ 8 เกือบเป็นเรื่องใหญ่อีกครั้ง หลังเกือบถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับเข้าคุก เนื่องจากคิดว่าเป็นโจรยกเค้า แต่ที่ไหนได้บ้านหลังนั้นเป็นบ้านของ"เกรียนโอ้" เอง! เมื่อวันที่ 25 พ.ย. ที่ผ่าน มา มาริโอ บาโลเตลลี่ ศูนย์หน้าเกรียนแตก ของ"เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นเรื่องอีกครั้ง เกือบถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับเข้าคุก เนื่องจากเพื่อนบ้านของเขาที่อยู่ในย่านมอตแตรม เซนต์ แอนดรูว์ เชสเชียร์ คิด ว่า"เกรียนโอ้" เป็นโจรยกเค้า แต่ที่ไหนได้ บ้านหลังนั้นเป็นบ้านของเอง ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว กองหน้าดาวรุ่งชาวอิตาเลียนวัย 21 ปี กับเพื่อนอีก 1 คน กำลังขนเครื่องใช้ไฟฟ้าไปไว้ที่ใหม่ในบ้านของตัวเอง แต่เพื่อนบ้านกลับจำไม่ได้ซะงั้น เลยเข้าใจผิดคิดว่าเป็นขโมยมายกเค้าบ้าน จึงโทรแจ้งตำรวจให้เข้าจับกุม ก็หน้าให้ซะขนาดนั้นใครเห็นก็นึกว่าเป็นโจรเอาง่ายๆนะซิ พ่อเกรียนโอ้

7. แอบแฟนดูหนังสือโป๊



        อันดับ 7 กับความเกรียนไม่เลิกของมาริโอ บาโลเตลลี่ กองหน้าชาวอิตาเลี่ยนทีม "เรือใบสีฟ้า"แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถูกตากล้องจับภาพได้ขณะเข้าไปที่ร้านหนังสือแต่ในมือของเขามีหนังสือปลุกใจ เสือป่าแถมได้ไปยืนหลบมุมอ่าน ทั้งๆที่แฟน สาว ราฟฟาเอลล่า ฟิโค่ มาด้วยก็ตามสงสัย กลัวแฟนเห็นก็เป็นได้ แต่พอแฟนสาวเดินเข้ามาก็ทำตัวปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างทั้งคู่เดินช็อปปิ้งแถวเมืองแมนเชสเตอร์ ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่รู้ว่างานนี้กองหน้าในวัย 21 ปี จะซื้อหิ้วติดไม้ติดมือกลับไปที่บ้านหรือไม่ แต่ไม่รู้ว่าถ้าแฟนสาวเห็นภาพนี้จากสื่อแล้วจะมีงอนหรือปล่าว! ทำไมหมอนี่ช่างเกรียนได้ใจดีจริง ๆ  

6. จุดพลุเล่นเกือบเผาบ้านตัวเองวอด

 

        สงสัยจะว่างจัดไม่มีอะไรทำ เลยอยากเผาบ้านตัวเองเล่น อันดับ 6 เมื่อมาริโอ บาโลเตลลี ทำเรื่องงามหน้าอีกครั้ง เมื่อมีรายงานข่าวว่าเจ้าตัวจุดพลุเล่นกับเพื่อนๆจนเกือบเผาบ้านตัวเองในตอนเช้าตรู่ ของวันเสาร์ที่ผ่านมา โดย "เดอะการ์เดียน" สื่อเมืองผู้ดีรายงานว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในเวลาประมาณ 1.00 น.ของวันเสาร์ที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา บาโลเตลลี กับเพื่อนอีก 4 คนจุดพลุออกมาจากหน้าต่างของห้องน้ำในบ้านพักซึ่งตั้งอยู่แถบเชสเชียร์ แต่ปรากฎว่า ลูกไฟดวงหนึ่งไปตกบนผ้าเช็ดตัวจนติดไฟ และลามไปอย่างรวดเร็ว ตำรวจและเจ้าหน้าที่ดับเพลิงของเชสเชียร์ได้รับแจ้งเหตุ และเข้ามาดับ ไฟสำเร็จในเวลาต่อมา โดยรายงานระบุต่อว่า บาโลเตลลี ซึ่งวิ่งหนีตายออกมานอกบ้านในตอนแรก พยายามจะกลับเข้าไปในบ้านอีกครั้งเพื่อเอากระเป๋าและเงินสด แต่ถูกตำรวจห้ามเอาไว้ หลังเกิดเหตุ กองหน้าทีมชาติอิตาลีต้องเช็กอินเข้าพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองแมนเชสเตอร์ แต่ก็ได้เดินทางไปฝึกซ้อมที่ แมนฯ ซิตี ตามปกติ ในเวลา 10.00 น. เพื่อเตรียมตัวสำหรับเกมดาร์บีแมตช์ที่ "เรือใบสีฟ้า" จะบุกเยือน "ผี แดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในวันรุ่งขึ้น เอากับเค้าสิ 

5. หล่อเลือกได้! ออกมาโต้ข่าวไม่ คิดคบสาวสวยเป็นแฟน



         พ่อณเดชเอ๊ย! มาดูอันดับ 5 กันเลย โดยมาริโอ บาโลเตลลี่ ออกมาให้ข่าวสวนกลับ "โซฟี รีด" อดีตคู่รักสุดสวยเซ็กซี่ (ที่ไม่รู้มาคบกันได้ยังไง) ว่าไม่เคยคิดคบเป็นแฟนแต่อย่างใด โดย "เดอะซัน" แท็บลอยด์ชื่อดังเมืองผู้ดี ได้ออกมาแฉว่า มาริโอ บาโลเตลลี่ กองหน้าของทีม "เรือใบ สีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ปฏิเสธความสัมพันธ์อย่างไม่มีเยื่อใยกับ โซฟี รีด ซึ่ง หัวหอกจอมยียวน ได้ระบุผ่านเดอะซันว่า ตัวเขาเองเคยเจอกับทางด้าน รีด เพียงครั้งเดียวเท่านั้น และไม่คิดที่จะคบหาเป็นแฟนด้วยเลย ก่อนหน้านี้ โซฟี รีด นางแบบสาวเจ้าของแชมป์รายการบิ๊ก บราเธอร์ ได้ออกโรงมาเปิดเผยเรื่องสุดฉาวคาวโลกีย์ผ่านทาง "ทวิตเตอร์" เครือข่ายสังคมออนไลน์ยอดฮิต ว่าบาโลฯ ได้ทำเรื่องงามหน้าเมื่อไปมีสัมพันธ์สวาทกับเพื่อนสนิทของเธอ ที่มีนามว่า "เฟย์ อีเว็ตต์" ในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมานี้เอง สงสัยเราจะเจอคาสซาโนว่าขั้นเทพเข้าให้แล้ว

4. ตะโกนลั่นแซวอดีตคุณโส เวย์น รูนี่ย์

 

          สงสัย โรแบร์โต้ มันชินี่ ต้องส่ง มาริโอ บาโล เตลลี่ หัวหอกเจ้าปัญหาเข้าปรึกษาจิตแพทย์ ด่วน หลังก่อเรื่องสุดเพี้ยน นั่งหม่ำมื้อค่ำดีๆ ตะโกนแซวอดีตคู่นอน เวย์น รูนี่ย์ เสียอย่างนั้น ก่อนท้าเพื่อนชายสาวบริการออกไปต่อยกันนอกร้านอีกต่างหาก คู่กรณีชี้ชัด บาโลไม่ เต็มบาทชัวร์ๆ โดยเค้าพยายามท้า แซม เบิร์ช เพื่อนชายของ เจนนี่ ธอมป์สัน อดีตคู่นอนของ เวย์น รูนี่ย์ ดาวยิง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกมาชกกันหน้า ซาน คาร์โล ภัตตาคารหรู กลางเมืองแมนเชสเตอร์ จากการเปิดเผย ของหนังสือพิมพ์ เดอะ ซัน เมื่อวันศุกร์ที่ 25 มีนาคม ที่ผ่านมา เหตุการณ์เริ่มต้นจาก เกรียนโอ้ ไปตะโกนแซว เจนนี่ คุณตัววัย 22 ขวบ ที่มีค่าตัวค้างคืน 1,200 ปอนด์ (ประมาณ 57,600 บาท) ว่า "รูนี่ย์ รูนี่ย์" ก่อนที่จะหัวเราะเยาะพร้อมชี้นิ้วไปที่ เบิร์ช ซึ่งมีอาชีพเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แล้วท้าให้เจ้าตัวออกไปต่อยกันข้างนอกร้านในเวลาต่อมา เบิร์ช วัย 21 ปี พูดถึงเหตุการณ์ไม่คาดฝันว่า "เจนนี่ เคยชินกับการโดนแซว แต่เธอไม่ได้ยินหรอกว่า บาโลเตลลี่ พูดอะไรบ้าง ผมบอกกับเธอ ซึ่งเธอก็แค่คิดว่า "ทุเรศอะไรอย่างนี้" ก่อนทวีตบางอย่างลงในโทรศัพท์ของตัวเอง ผมหัวเราะแล้วก็รับประทานอาหารกันต่อไป ผมสูง 6 ฟุต ซึ่งผมดูแลตัวเองได้อยู่แล้ว ผมไม่อยากไประรานใคร แต่เมื่อเขาท้าให้ผมออกไปข้างนอก ผมก็ไม่เอาแต่หดหัวหรอกนะ เขาตะโกนว่า "ออกมากับอั๊วะสิ" แล้วเดินออกไปนอกร้าน เขาพยายามฉุดแขนผม ก่อนตั้งการ์ดขึ้นมา เราเอาหัวชนกัน ซึ่งผมไม่มีทางยอมแน่ จากนั้นเขาก็ด่าผมเป็นภาษาอิตาเลียนชุดใหญ่ ก่อนที่เด็กเสิร์ฟจะวิ่งเข้ามาแยกแล้วดึงผมกลับเข้าไปในร้าน เขาทำเหมือนคนบ้า ผมคิดว่าเขาไม่เต็มนะ" เพื่อนชายของคุณตัวจอมฉากล่าว เรื่องก็จบลงด้วยประการนี้

3. เกรียนโอ้ใส่เสื้อไม่เป็น

 

        ความเกรียนยังไม่หมดง่ายๆ อันดับ 3 ทีแรกเดิมทีนึกว่าแกล้งแต่ ตอนนี้เริ่มจะเชื่อแล้วว่าเป็นเรื่องจริง ที่ มาริโอ บาโลเตลลี่ หัวหอกทีมชาติอิตาลี ใส่เสื้อไม่เป็นและล่าสุดเลยมีปัญหากับการใส่เสื้อทีมชาติ นี้ไม่ใช่ครั้งแรกของ มาริโอ บาโล เตลลี่ กับปัญหาการใส่เสื้อของเขา ก่อนหน้านั้นก็เป็นการใส่เสื้อที่ต้องเป็นสัญลักษณ์ของ ยูฟ่า เพื่อใส่ลงฝึกซ้อมกับเพื่อนร่วมทัพ"เรือ ใบสีฟ้า"จนทำให้ตัวเขาหงุดหงิดมาแล้ว ถึงขั้นที่ว่าจับเสื้อขว้างทิ้งไปเลยทีเดียว และล่าสุด เกรียนโอ้ก็ถูกสื่อจับภาพได้อีกครั้งและก็ยังเป็นปัญหาเดิมของ บาโลเตลลี่ ที่ถอดเปลื่อนเสื้อแข่งแล้วงงงวยชีวิตในเกมกระชับ มิตรกับ อุรุกวัย ก่อนจบลงด้วยการที่ อิตาลี พ่ายไปหวุดหวิด 0-1 เมื่อวันอังคารที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เห็นแล้วอยากร้องไห้จริงๆกับปัญหานี้ ทีแรกยังไม่อยากเชื่อนึกว่าอำเล่นแต่ตอนนี้น่าจะเป็นเรื่องจริงเสียแล้ว

2. แมงโม้บินว่อน

 

        อันดับ 2 กะรันตีความเกรียนของบาโลเตลลี่ ต้องยกให้เรื่องนี้ เลย มาริโอ บาโลเตลลี หัวหอกจอมเกรียน เคยให้สัมภาษณ์แนวมั่นใจในตัวเอง ชวนหมั่นไส้ เรียกเท้าจากคอลูกหนังทั่วโลก โดยเชื่อว่าตนเองเป็นคนที่มากความสามารถ ทำสิ่งมหัศจรรย์ที่คนอื่นๆ ไม่สามารถทำได้ และสิ่งที่ทำก็ไม่ทำคนอื่นเดือดร้อน โดยมีเป้าหมายฝึกฝีเท้าขึ้นเป็นสุดยอดดาวเดะหมายเลขหนึ่งของโลก โดยตนได้ไปให้ สัมภาษณ์กับ “ฟรองซ์ ฟุตบอล” นิตยสารชื่อ ดังสัญชาติฝรั่งเศส ว่า “ผมคิดว่าผมเนี่ยเป็นอัจฉริยะนะ และก็ไม่เกเรด้วย ผมใช้ชีวิตแบบของผม ในโลกของผม และไม่เคยทำใครเดือนร้อน ผมเชื่อว่าผมมีความฉลาดมากกว่าคนอื่นๆ ด้วย พรสวรรค์จากพระเจ้าของผม เป็นสิ่งที่สวยงาม แต่มันยากที่จะเข้าใจและยากเมื่อต้องมีใครมาตัดสินคุณ ความฝันของผมก็คือการเป็นสุดยอดนักฟุตบอล และรางวัลบัลลงดอร์ มันเป็นตำแหน่งที่สำคัญมากหลังจากจบทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก หรือยูโร นั่นล่ะเป้าหมายผมเลย” บาโลเตลลี กล่าว โปรดดูสีหน้าของบรรดาดาวดังในรูป เอาเองแล้วกันว่าคิดยังไงกะหมอนี่ 555

1. ยิงตอกส้นบรรลือโลก

 

        อันดับ 1 แห่งความเกรียนช็อตนี้!เกิดขึ้น ระหว่างการทัวร์ปรีซีซั่นของ"เรือใบสีฟ้า"เเมนเชสเตอร์ ซิตี้ ลงฟาดเเข้งกับ แอลเอ กาแล็คซี่ ทีมในสหรัฐอเมริกา เเละอาจจะเป็นช็อตเกรียนที่สุดในชีวิตของ"เกรียน โอ้"มาริโอ บาโลเตลลี่ ที่คิดจะทำประตูด้วยท่าเกรียนแตกแบบนี้อีกก็เป็นได้ โดยมูลเหตุ เกิดขึ้นในนาทีที่ 30 เมื่อ มาริโอ บาโลเตลลี่ หลุดเดี่ยวเข้าไปดวลกับผู้รักษาประตูแอลเอ กาแล็คซี่ (ตามความเป็นจริงเเล้วกองหน้า ระดับนี้ต้องยิงเข้าเเน่นอน) เเต่ด้วยความคิดแผลงๆอะไรไม่รู้ในหัว เค้าจึงใช้ทักษะพิเศษของเขา พลิกตัวหันหลังให้ประตูเเล้วยิงด้วยส้นเท้าแบบเหนือชั้น เเต่บอลหลุดออก นอกกรอบไปแบบทุเรศทุรังมาก ทำให้ โรแบร์โต มันชินี่ กุนซือ"เรือใบสีฟ้า"ไม่พอใจ เป็นอย่างมาก จึงตัดสินใจเปลี่ยนตัวเค้าออกในทันทีทันใด เเต่เเทนที่ "เกรียนโอ้"จะสำนึกผิด เขากลับเดินเข้ามาต่อล้อต่อเถียงกับมันชินี่ แถมขว้างขวดน้ำไม่พอใจอีก แหม่!แสบทรวงจริงๆครับพี่น้อง ขอยกให้นี่คือเป็นวีรกรรมที่สุดแห่งความ "เกรียน" ของมาริโอ บาโลเตลลี่ไปเลย

 

 

วันอาทิตย์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2557

10 นักฟุตบอลฝีเท้าขั้นเทพที่น่าจดจำตลอดกาล

   
          ฟุตบอลเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในโลก โดยกีฬาที่เรียบง่ายแต่ตื่นเต้นเร้าใจนี้ทรงเสน่ห์มานานนับร้อยปี ซึ่งเกิดมาจากลีลาที่พลิ้วไหวของเหล่านักเตะ จึงทำให้ความนิยมของกีฬาฟุตบอลส่งผลต่อความนิยมในตัวนักกีฬาด้วยเช่นกัน

          ซึ่งในปี 2013 นับว่าเป็นปีที่ต้องจดจำของบรรดาแฟนฟุตบอลหลาย ๆ คน เมื่อเหล่าซูเปอร์สตาร์ต่างพากันแขวนสตั๊ดด้วยวัยที่ร่วงโรยตามกาลเวลา ไม่ว่าจะเป็น เดวิด เบ็คแฮม, พอล สโคลส์, เจมี่  คาร์ราเกอร์ รวมไปถึงยอดกุนซือแห่งปิศาจแดงอย่างเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ซึ่งชื่อทั้งหมดนั้น เป็นที่จดจำของแฟนบอลมากมายในฐานะผู้สร้างสีสันให้กับวงการลูกหนัง และส่งต่อแรงบันดาลใจไปสู่คนรุ่นใหม่ให้เจริญรอยตามต่อไป ดังนั้นในวันนี้ผมมีเรื่องราวของ 10 สุดยอดนักเตะฝีเท้าขั้นเทพที่สร้างความประทับใจให้แก่แฟนบอลทั่วโลกทั้งที่ อำลาวงการแล้ว และยังคงโลดแล่นอยู่ในสนามมานำเสนอให้คอบอลได้หวนรำลึกถึงกันครับ

     1. เปเล่ (Pele)

          ไม่มีใครไม่รู้จัก เปเล่ ยอดนักฟุตบอลชาวบราซิลเบอร์ 10  เปเล่มีชื่อจริงว่า เอดซง อารังชีส ดู นาซีเมงตู (Edson Arantes Do Nascimento) มีฉายาที่ยิ่งใหญ่อย่าง O Rei ที่แปลว่า ราชาแห่งฟุตบอลและไข่มุกดำ แห่งทีมชาติบราซิล

          เปเล่ เริ่มต้นเข้าสู่วงการฟุตบอลจริงจังเมื่ออายุ 11 ปี โดยอยู่ทีมฟุตบอลสมัครเล่น เมื่ออายุ 15 ปีจึงได้เข้าร่วมทีมเยาวชนของซานโตส เอฟซียอดสโมสรในบราซิล และเมื่ออายุ 17 ปี เปเล่ ติดทีมชาติและเข้าแข่งขันฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกในปี 1958 โดยหลังจากนั้นเขาก็พาบราซิลคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกอีก 3 ครั้ง ยิงประตูทั้งหมดกว่า 1,282 ลูกจากการลงเล่น 1,363 นัด พร้อมทั้งทำแฮตทริกมากที่สุดในโลกถึง 92 ครั้ง และเป็นผู้เล่นที่มีลีลาพลิ้วไหวจนกลายเป็นภาพที่ติดตาตรึงใจแฟนบอลไปตลอด กาล ถึงแม้ตอนนี้เราจะทำได้เพียงกลับไปดูภาพในอดีต แต่ปัจจุบันเขาก็ยังทำงานการกุศลเกี่ยวกับฟุตบอลอีกมากมาย ไข่มุกดำคนนี้จึงถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของวงการฟุตบอลในรอบร้อยปีเลยที เดียว

 


 

     2. ดิเอโก้ มาราโดน่า (Diego Maradona)

          เสือเตี้ยผู้ยิ่งใหญ่ชาวอาร์เจนตินา ผู้มีลีลาการเล่นฟุตบอลด้วยเท้าซ้ายอันยอดเยี่ยม และลีลายียวนกวนประสาทที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงการนำทีมชาติอาร์เจนตินา คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมาแล้วในปี 1986 

          มาราโดน่าเริ่มต้นวงการฟุตบอลอาชีพเมื่ออายุ 15 และเข้าร่วมฟุตบอลโลกครั้งแรกเมื่ออายุ 17 แต่ยังไม่ได้แชมป์ในทันทีในปี 1982 หลังจากนั้น มาราโดน่าก็ย้ายจากสโมสรโบคา จูเนียร์ สู่ บาร์เซโลนา ด้วยค่าตัวเป็นสถิติสูงสุดในตอนนั้นจำนวน 5 ล้านปอนด์ อีกทั้งยังสามารถพาทีมคว้าแชมป์ต่าง ๆ มากมาย ก่อนจะย้ายไปสโมสรนาโปลี ในลีคอิตาลีด้วยค่าตัวที่สร้างสถิติใหม่อีกครั้งที่ 6.7 ล้านปอนด์ หลังจากนั้น มาราโดน่าก็เริ่มมีปัญหาเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและความเครียด จนต้องระเห็จออกจากสโมสรไป ก่อนจะย้ายกลับมาอยู่ที่โบคา จูเนียร์

          สำหรับผลงานกับทีมชาตินั้นยิ่งใหญ่และอื้อฉาวพอกัน ซึ่งเหตุการณ์ที่เป็นที่พูดถึงกันมากที่สุดคือ ตอนฟุตบอลโลกปี 1986 ที่มาราโดน่าเป็นกัปตันทีม เขาพาลูกทีมไปถึงรอบสุดท้ายและทำประตูแรกด้วยมือในแมทช์ที่ปะทะกับทีมชาติ อังกฤษ จนเป็นที่มาของฉายา “Hand of God” และยังเป็นผู้ย้ำชัยลูกที่ 2 ด้วยตัวเองจากการครองบอลกว่าครึ่งสนามก่อนจะหลอกผู้รักษาประตูจนหัวทิ่มแล้ว ซัดตุงตาข่าย โดยผลงานชิ้นนี้ถูกเลือกให้เป็นการปิดสกอร์ที่ดีที่สุดในโลกเมื่อปี 2002

          มาราโดน่า ลาวงการด้วยปัญหายาเสพติดในปลายยุค 90 การใช้ชีวิตแบบร็อคสตาร์มากกว่านักกีฬาไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีเท่าไรนัก แต่ด้วยเป็นนักเตะที่มีฝีเท้าเยี่ยมและรางวัลการันตีมากมาย ฟีฟ่าจึงเลือกให้เป็นผู้เล่นแห่งศตวรรษที่ 20 เคียงคู่กับราชาลูกหนังอย่างเปเล่ ปัจจุบัน มาราโดน่า ยังคงทำงานในวงการฟุตบอลในฐานะผู้จัดการทีม ซึ่งล่าสุดคือสโมสร อัล วาสล์ ที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรต 

 


 

      3. ฟรานซ์ เบ็คเคนบาวเออร์ (Franz Beckenbauer)

          ยอดนักฟุตบอลชาวเยอรมันผู้ได้รับฉายาว่า “จักรพรรดิ” ด้วยลีลาการเล่นฟุตบอลที่เป็นพื้นฐานให้นักฟุตบอลรุ่นใหม่ เบ็คเคนบาวเออร์เป็นนักฟุตบอลที่สามารถเล่นได้หลายตำแหน่ง แต่เป็นที่จดจำในตำแหน่งสวีปเปอร์หรือตัวตัดเกม และสามารถนำพาทีมชาติเยอรมันตะวันตกเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกทั้งในฐานะกัปตันทีม เมื่อปี 1974 และในฐานะผู้จัดการทีมเมื่อปี 1990 และได้ถ้วยสโมสรยุโรปถึง 3 ครั้งกับบาเยิร์น มิวนิค ซึ่งยังไม่มีใครทำได้จนถึงปัจจุบัน

          ในปี 1999 ที่มีการเลือกนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษเบ็คเคนบาวเออร์ ได้อันดับ 3 ไปครองเป็นรองแค่ เปเล่ และ โยฮัน ครัฟฟ ทั้งนี้ ในปัจจุบันเขาทำงานเป็นกูรูในวงการฟุตบอลประจำรายการโทรทัศน์เยอรมัน บรรณาธิการเขียนคอลัมน์ฟุตบอล และยังเป็นผู้มีส่วนผลักดันให้ประเทศเยอรมันเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอล โลกเมื่อปี 2006 ด้วย

 


 

     4. เลโอเนล เมสซี่ (Lionel Messi)

          เมสซี่ ถือเป็นนักฟุตบอลที่ดีที่สุดในโลกที่ปัจจุบันยังคงโลดแล่นอยู่ในสนามฟุตบอล โดยความสำเร็จของเมสซี่ นั้นเทียบได้กับเปเล่และมาราโดน่าในยุคนั้น ด้วยถ้วยรางวัลมากมายในระดับสโมสรและระดับทวีป เหลือก็แต่เพียงฟุตบอลโลกเท่านััน

          หนทางชีวิตนักฟุตบอลของเมสซีนั้นถือเป็นระดับฟ้าประทานเลยทีเดียว เขาเติบโตและฝึกหัดฟุตบอลในอาร์เจนตินา แต่ด้วยความผิดปกติทางร่างกายทำให้เขาสูงเพียง 140 ซม. ขณะอายุ 13 ปี ซึ่งแพทย์แนะนำให้ฉีดฮอร์โมนเพื่อเร่งการเจริญเติบโต ทว่ากลับต้องแลกกับค่าใช้จ่ายสูงถึงเดือนละ 30,000 บาท ทำให้พ่อของเขาถึงกับต้องถอดใจ แต่ท้ายที่สุดโชคก็เข้าข้าง เมื่อสโมสรบาร์เซโลนาเห็นแววของเด็กคนนี้ จึงขอให้รับการฝึกฝนกับทางสโมสรและพร้อมจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้ ซึ่งผลการรักษาทำให้เขาสูงขึ้นเป็น 170 ซม.

          สโมสรบาร์เซโลนาได้สร้างสุดยอดนักฟุตบอลของโลกขึ้นมาอีกคนหนึ่ง โดยเมสซี่เป็นได้ทั้งจอมพิฆาตประตู เพลย์เมคเกอร์เปิดเกมรุก รวมทั้งเป็นจอมตัดเกมในยามจำเป็น  แถมสามารถทำเกมอย่างรวดเร็วได้ด้วยตัวเอง แต่จุดบอดของเขาคือการเล่นลูกโด่ง ซึ่งเป็นข้อจำกัดในเรื่องของส่วนสูงของเขานั่นเอง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะเมสซี่ยิงให้บาเซโลนาแล้วกว่า 200 ประตู คว้าแชมป์สโมสรยุโรป 3 ครั้ง แชมป์ลาลีกา 5 ครั้ง ได้รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมบัลลงดอร์ถึง 4 ครั้งติดต่อกัน ตรงข้ามกับผลงานทีมชาติที่ทำได้เพียง 19 ประตูจากการลงเล่น 66 นัด และยังไม่ประสบความสำเร็จในการแข่งขันรายการใหญ่ ๆ ในนามทีมชาติได้เลย ซึ่งเราคงต้องติดตามผลงานของเขากันต่อไป

 



 

     5. โยฮัน ครัฟฟ์ (Johan Cruijff)

          โยฮัน ครัฟฟ์ ยอดนักเตะแห่งทีมอัศวินสีส้ม เนเธอร์แลนด์ ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักเตะที่มีลีลาการเล่นสง่างามที่สุดจนได้ฉายาว่า "นักเตะเทวดา" ครัฟฟ์เกิดในเมืองอัมสเตอร์ดัม โดยบ้านเกิดของเขาอยู่ห่างจากสโมสรที่ยิ่งใหญ่อย่าง อาแจ็กซ์ เพียงไม่กี่ร้อยเมตร ซึ่งพ่อแม่ของเขาต่างก็ทำงานในสโมสรฟุตบอลแห่งนี้ด้วย

          ทั้งนี้ ครัฟฟ์ เริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพครั้งแรกเมื่ออายุ 17 ปี กับสโมสรอาแจ็กซ์ ซึ่งในขณะนั้นยังเป็นสโมสรกึ่งอาชีพอยู่ จนกระทั่ง 2 ปีต่อมาอาแจ็กซ์กลายเป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จที่สุดของโลก และด้วยลีลาการเล่นที่รวดเร็วและสร้างสรรค์ ที่เรียกกันว่า “Total Football” ของเขา ทำให้ครัฟฟ์เป็นหัวใจหลักของทีมได้เสมอมา จนหลาย ๆ ครั้งที่การเล่นของเขานำมาซึ่งชัยชนะให้กับทางอาแจ็กซ์ และทีมชาติเนเธอร์แลนด์ได้หลายครั้งหลายครา

          ผลงานในสนามของโยฮัน ครัฟฟ์ เองก็เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาแฟนบอลทั่วโลกอย่างเห็นได้ชัด โดยเขานำอาแจ็กซ์คว้าชัยด้วยผลงานการทำประตู 25 ลูก ใน 23 นัด คว้าตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมตั้งแต่อายุ 18 ปี หลังจากนั้นก็พาสโมสรคว้าแชมป์ยุโรป และพาทีมชาติคว้าแชมป์ยุโรปด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ครัฟฟ์ไม่เคยพาอัศวินสีส้มสัมผัสกับความสำเร็จในการแข่งขันฟุตบอลโลกได้เลย สักครั้ง โดยครั้งที่ใกล้เคียงที่สุดก็ทำได้เพียงแค่เข้าชิงกับทีมชาติเยอรมันตะวันตก ซึ่งจบลงด้วยความพ่ายแพ้ไปอย่างน่าเสียดายที่สกอร์ 2-1

          หลังจากบอกลาการโลดแล่นในสนาม โยฮัน ครัฟฟ์ ผันตัวเป็นผู้จัดการทีม เคยบริหารทีมชั้นนำอย่าง อาแจ็กซ์ และบาร์เซโลนา ปัจจุบันเป็นผู้จัดการทีมดูแล คาตาโลเนีย สโมสรฟุตบอลในสเปน

 



 

     6. ซีเนดีน ซีดาน (Zinedine Zidane)

          ยอดนักฟุตบอลทีมชาติฝรั่งเศสผู้พกพาเทคนิคแพรวพราวพลิ้วไหวที่สุดคนหนึ่งของ โลกลูกหนัง เพียบพร้อมทั้งทักษะการครองบอล การทำประตู การเปิดเกมรุก ถือเป็นหัวใจสำคัญของทีมชาติฝรั่งเศสในยุคนั้น

          ซีดาน เกิดในครอบครัวอพยพชาวแอลจีเรียมุสลิม เริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพเมื่ออายุ 17 ปี ติดทีมชาติครั้งแรกเมื่ออายุ 22 ปี หลังจากนั้น 2 ปี ซีดานได้โอกาสย้ายไปร่วมทีมยูเวนตุส จนคว้าแชมป์ลีกอิตาลีมาครองได้สำเร็จ นอกจากนี้ช่วงจุดพีคของซีดานเกิดขึ้นเมื่อตอนฟุตบอลโลกปี 1998 ที่ฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ โดยสามารถโหม่งประตูย้ำชัยชนะบราซิลไปในสกอร์ 3-0 และได้รับรางวัลบัลลงดอร์ในปีนั้น ถัดมาไม่นานยังพาทีมชาติฝรั่งเศสคว้าแชมป์ยูโรปี 2000 ได้อีก ด้วยผลงานการเล่นที่สุดยอดขนาดนี้ทำให้รีล มาดริด ทุ่มเงินซื้อตัวซีดานจากยูเวนตุสด้วยค่าตัวเป็นสถิติโลกในขณะนั้นด้วยจำนวน 60 ล้านปอนด์ และแม้ค่าตัวจะแพงมหาศาลแต่คุ้มค่าทุกเม็ด เพราะเขาตอบแทนสโมสรด้วยการพาทีมราชันชุดขาวคว้าถ้วยแชมป์เปี้ยนลีคด้วยลูก วอลเลย์สุดสวย แต่หลังจากนั้นในปี 2006 ซีดานก็ประกาศเลิกเล่นฟุตบอลอย่างเป็นทางการหลังจากเกิดเหตุหัวโขก มาเตรัซซี่ กองหลังทีมชาติอิตาลี ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกปีนั้น จนมีผลทำให้ทีมพ่ายแพ้ ซึ่งเป็นการปิดฉากเส้นทางในวงการลูกหนังที่ไม่น่าจดจำสักเท่าไหร่

 



 

     7. เลฟ ยาชิน (Lev Yashin)

          ยอดนายทวารชาวสหภาพโซเวียต หรือรัสเซียในปัจจุบัน โดยยาชินเป็นส่วนสำคัญของทีมชาติและสโมสรดินาโม มอสโก มีส่วนช่วยให้ทีมรอดพ้นจากการเสียประตูจนได้รับชัยชนะ

          ทั้งนี้ เลฟ ยาชิน เริ่มต้นอาชีพกับสโมสรดินาโม มอสโก  หลังจากนั้น 4 ปี เขาได้รับคัดเลือกให้เล่นในทีมชาติชุดใหญ่ และคว้าเหรียญทองโอลิมปิกในปี 1956 นอกจากนี้ยังเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลกทั้งหมด 3 ครั้ง และได้รับรางวัลบัลลงดอร์ ซึ่งนับว่าเป็นผู้รักษาประตูคนเดียวที่ได้รางวัลนี้ไปครองในประวัติศาสตร์วง การฟุตบอล

           อย่างไรก็ตาม ยาชิน เสียชีวิตในปี 1990 ขณะผ่าตัดขา โดย เลฟ ยาชิน ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักฟุตบอลหลาย ๆ คน ในฐานะผู้รักษาประตูที่ยิ่งใหญ่และนักกีฬาที่ทุ่มเทอีกด้วย

 



 

     8. ยูเซบิโอ (Eusebio)

          ยูเซบิโอ ยอดนักเตะเจ้าของฉายา "ไอ้เสือดำแห่งโมซัมบิค" เริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพในบ้านเกิดตัวเอง เมื่ออายุ 15 ปี เขาได้รับการทาบทามจากยูเวนตุส แต่ถูกแม่ห้ามไว้ ต่อมาเมื่ออายุ 18 ปี ยูเซบิโอได้เริ่มต้นค้าแข้งต่างแดนกับสโมสรเบนฟิก้า ทีมดังในลีคโปรตุเกส และเขาก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมโดยนัดแรกที่ลงสนามเขาก็ซัดแฮตทริกได้ ทันที หลังจากนั้น 1 ปีเขาก็ได้รับรางวัลบัลลงดอร์ และรองเท้าทองคำไปครอบครอง นอกจากนี้ยังมีสถิติสวยหรูด้วยการลงสนามให้เบนฟิกา 301 นัด ยิงได้ 317 ประตู ทั้งนี้ ปัจจุบันเขาเป็นกรรมการด้านเทคนิคให้กับทีมชาติโปรตุเกส

 



 

     9. บ็อบบี้ ชาร์ลตัน (Bobby Charlton)

          นักฟุตบอลชาวอังกฤษที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นหนึ่งในนักฟุตบอลประวัติศาสตร์ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่รอดชีวิตจากเหตุเครื่องบินตกที่มิวนิค เยอรมัน เซอร์ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน เป็นกองกลางที่มีสัญชาตญาณการทำประตูที่ดีเยี่ยมและการเปิดเกมรุกที่เป็นยอด และยังขึ้นชื่อเรื่องความอึดในการเล่น วิ่งแรงดีไม่มีตกตลอด 90 นาทีอีกด้วย

          เซอร์ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน เป็นนักฟุตบอลที่กวาดรางวัลส่วนตัวและกับสโมสรมามากมาย โดยเริ่มต้นอาชีพกับสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และเกือบทำสถิติคว้าดับเบิลแชมป์ได้ หากไม่แพ้โบลตันในถ้วย เอฟเอ คัพในปี 1957 และยังมีโอกาสพาทีมคว้าแชมป์ต่าง ๆ มากมาย นอกจากนี้ เขายังลงเล่นให้กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดมากที่สุดถึง 606 นัดและยิงได้ 199 ประตู

          ทางด้านผลงานในทีมชาติ เซอร์ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ผิดหวังกับฟุตบอลโลกครั้งแรกในปี 1962 ที่ทีมต้องตกรอบด้วยการพ่ายให้กับบราซิล แต่หลังจากนั้นก็อังกฤษก็มีโอกาสชูถ้วยฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรก และครั้งเดียว ในปี 1966 พร้อมทั้งได้บัลลงดอร์ในปีเดียวกัน

          ปัจจุบัน เซอร์ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ทำงานในตำแหน่งผู้บริหารทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

 


 

     10. สแตนลี่ย์ แมทธิวส์ (Stanley Matthews)

          สแตนลี่ย์ แมทธิวส์ ถือเป็นนักเตะที่เล่นฟุตบอลอาชีพยาวนานที่สุดถึง 33 ปีก่อนจะตัดสินใจแขวนสตั๊ด โดยปีกขวามหัศจรรย์ผู้นี้ป่วนกองหลังด้วยความเร็วจนเป็นเอกลักษณ์และได้รับ ฉายาพ่อมดแห่งการครองบอล

          แมทธิวส์ เริ่มเล่นอาชีพครั้งแรกเมื่ออายุ 17 ปี กับสโมสร สโต๊ค ซิตี้ และเขาสามารถพาทีมขึ้นชั้นสู่ลีกที่สูงกว่าได้เป็นผลสำเร็จ หลังจากนั้นแบล็ค พูลก็ซื้อตัวไป ซึ่งในที่สุดเขาก็นำทีมคว้าถ้วยเอฟเอคัพไปครอง ก่อนที่จะย้ายกลับมาช่วยกู้สถานการณ์อันย่ำแย่ของ สโต๊ค ซิตี้ จนกลับมายืนในลีคสูงสุดได้อีกครั้ง

          ในขณะที่ฟอร์มการเล่นให้กับทีมชาติไม่ค่อยโดดเด่นมากนัก และไม่ได้รางวัลใด ๆ มาประดับเกียรติยศส่วนตัว แต่ฝีเท้าของเขายังคงเป็นที่ยำเกรง ด้วยการไล่ถล่มอิตาลีถึง 4 ประตู ก่อนประกาศเลิกเล่นทีมชาติขณะอายุได้ 43 ปี

          ปัจจุบัน สแตนลี่ย์ แมทธิวส์  เสียชีวิตแล้วในปี 2000 ด้วยวัย 85 ปี แต่ผลงานต่าง ๆ ของเขาก็ยังคงติดอยู่ในความทรงจำของแฟนบอลไปอีกตราบนานเท่านาน

 



      

         ยอดนักฟุตบอลเหล่านี้ ต่างสร้างประวัติศาสตร์ของตัวเองไว้อย่างน่าชื่นชม ด้วยการผ่านอุปสรรคต่าง ๆ ทุ่มเทฝึกฝน เพียรพยายาม จนประสบความสำเร็จในอาชีพของตน และเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนทั้งโลกได้ ซึ่งเราจะจดจำนักฟุตบอลในตำนานเหล่านี้ไว้ในความทรงจำตลอดไป